วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2565

มือใหม่หัดเลี้ยงแคคตัส ภาค2

 กลับมาอีกครั้งสำหรับการปลูกเลี้ยงแคคตัสหลังจากการลองผิดลองถูกมานาน

คราวนี้จะมาแนะนำการผสมดินปลูกที่คล้ายๆ กับดินปลูกสำเร็จรูป ซึ่งข้อดีของการผสมดินปลูกเองคือ แคคตัสแต่ละต้นต้องการดินปลูกที่แตกต่างกัน บางต้นชอบชื้น บางต้นชอบโปร่งๆ แห้งๆ การผสมเองจะทำให้เราได้ดินปลูกที่เหมาะกับแต่ละต้นได้มากขึ้น

ส่วนผสมหลักๆ ที่ใช้ 

ดินใบก้ามปูหรือใบก้ามปูร่อน

เพอร์ไลท์

เวอมิคูไลท์

หินภูเขาไฟ เบอร์ 00

ทรายหยาบล้างสะอาด


วิธีง่ายสุดก็คือ ผสมอย่างละ 1 ส่วน หรือ ใบก้ามปูกับหินภูเขาไฟเบอร์ 00 อย่างละ 2 ส่วน ที่เหลืออย่างละ 1 ส่วน

หรืออยากได้โปร่งมากขึ้นสำหรับพันธุ์ที่ไม่ต้องการความชื้นสูงเช่น แมมมิลลาเรีย เรนโบว์ ฯลฯ ก็สามารถเพิ่มหินภูเขาไฟให้มากขึ้น

นอกจากนี้ก็สามารถเพิ่ม พีทมอส หินภูเขาไฟเบอร์ 01 กระดูกป่น เปลือกไข่ป่น ดินญี่ปุ่น ไตรโคเดอร์มา แล้วแต่ความสะดวกเลยครับ

ถ้ากลัวลืมตอนปลูกก็สามารถผสมสตาร์เกิลจี และออสโมโคส ไปในดินปลูกได้เลยครับ


การปลูก

รองก้นกระถางด้วยหินภูเขาไฟ ถ่าน หรือกาบมะพร้าวสับ

ใส่ดินปลูกให้เหลือขอบกระถางประมาณ 1-2 เซนติเมตร

แล้วก็โรยหินเกล็ด หินแม่น้ำ หินภูเขาไฟ ดินญี่ปุ่น ฯลฯ แล้วแต่สะดวก เพื่อกลบหน้าดินกันดินปลูกลอย





การดูแล

หมั่นโรยสตาร์เกิลจี เพื่อกันเพลี้ยต่างๆ

มียากันไรแดง เช่น ออทุส

ยากันเพลี้ยหอย เช่น ไวท์ออย

ยากันรา เช่น แคปแทน คาร์เบนดาซิม ฯลฯ

ติดบ้านไว้ครับ สำหรับฉีดพ่นเมื่อเกิดการระบาด หรือใช้พ่นป้องกัน

แสงแดด ได้แดด 50-80% วันละ 6-8 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงแดด 100% ช่วง 10.00-16.00 

น้ำ รดน้ำ 1-2 สัปดาห์ต่อครั้ง หรือเมื่อดินแห้ง


มือใหม่หัดปลูกบัวดิน

     บัวดินเป็นพืชในสกุล Zephyranthes ในปัจจุบันมีให้เลือกปลูกมากมายหลายสี มีทั้งแบบซ้อนและไม่ซ้อน การปลูกก็ไม่ยาก สิ่งที่ต้องการคือดินที่อุดมสมบูรณ์ น้ำเพียงพอ แดดยิ่งมากยิ่งดี

     ดินที่ใช้ปลูกก็มีให้เลือกหลากหลาย ที่ใช้อยู่ประจำคือส่วนผสมระหว่างดินใบก้ามปู ขุยมะพร้าว กาบมะพร้าวสับ ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอกหรือมูลไส้เดือน โดยใช้
 
ดินใบก้ามปู 4 ส่วน 
กาบมะพร้าว+ขุยมะพร้าว 2 ส่วน (ขึ้นกับขนาดกระถาง กระถางเล็กใช้ขุยมะพร้าวเป็นหลัก กระถางใหญ่ใช้กาบมะพร้าวเป็นหลัก) 
ปุ๋ยอินทรีย์ 1 ส่วน 


การขยายพันธุ์ 

วิธีที่ง่ายที่สุด ก็คือการเพาะเมล็ดและการแยกหน่อ โดยการเพาะเมล็ดอาจจะได้ต้นที่ไม่เหมือนต้นแม่ ได้ดอกแบบใหม่ๆ 

อีกวิธีนึงก็คือการผ่าหัว คล้ายๆ กับการผ่าหัวว่านสี่ทิศ โดยการผ่าหัวเป็น 4 หรือ 8 ส่วน 


รอให้แผลแห้งสัก 3-7 วันแล้วค่อยรดน้ำ จากนั้นก็รอแตกหน่อ เมื่อหัวใหญ่พอสมควรก็สามารถแยกออกไปปลูกในกระถางได้ครับ


โรคและแมลง

ที่พบบ่อยๆ คือปัญหาเรื่องเพลี้ย เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน วิธีแก้ไขคือโรยสตาร์เกิลจีเป็นประจำ 3 เดือนครั้งหรือเมื่อพบเพลี้ยระบาด


วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ความแตกต่างระหว่างโพทะเลและปอทะเล

 

 ความแตกต่างระหว่าง โพทะเล และ ปอทะเล

ทั้ง 2 ชนิด อยู่ในวงศ์ชบา (Malvaceae) ด้วยกันทังคู่ มีใบที่หน้าตาคล้ายกัน แต่มีจุดหนึ่งที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด นั่นก็คือส่วนของเกสร โดยโพทะเลจะมีเกสรตัวเมียสีขาว เกสรตัวผู้สีเหลืองดูคล้ายเป็นทรงกลม ส่วนปอทะเลจะมีเกสรตัวเมียสีแดง เกสรตัวผู้สีเหลือง ก้านชูมีลักษณะคล้ายหลอด

โพทะเล Thespesia populnea


 

ปอทะเล Hibiscus tiliaceus


วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

Ruby Necklace, สร้อยทับทิม


  Othonna capensis L.H.Bailey
วงศ์ Asteraceae
Ruby Necklace, String of ruby, สร้อยทับทิม



ลักษณะ 
เป็นไม้คลุมดิน

ใบเดี่ยวอวบน้ำเรียงสลับ ยาวประมาณ 1 นิ้ว เมื่อโดนแดดจัดจะมีสีม่วงแดง ลำต้นสีม่วงแดง

ดอกสีเหลืองคล้ายดอกดาวกระจาย มีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร




การปลูกเลี้ยง  :  ใช้กาบมะพร้าวสับผสมดินร่วนเล็กน้อย
น้ำ   : เป็นพืชทนแล้งต้องการน้ำปานกลาง รดวันละครั้งตอนเช้า หรือเมื่อกาบมะพร้าวแห้ง
แดด : เป็นพืชที่ชอบแดดอย่างน้อยครึ่งวัน
ดอก : ออกได้เรื่อย ๆ ทุกฤดู บานเพียงวันเดียว
การขยายพันธุ์  : ปักชำ



วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ความแตกต่างระหว่างกุหลาบพุกาม และกุหลาบเมาะลำเลิง



เมื่อเอ่ยถึงต้นไม้ในกลุ่มแคคตัสทั้ง 2 ชนิดนี้ หลายคงก็คงสับสนว่าต้นไหนเป็นพุกาม ต้นไหนเมาะลำเลิง

สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือ ความแตกต่างของดอก ซึ่งกุหลาบพุกามจะมีสีส้ม ส่วนกุหลาบเมาะลำเลิงมีสีชมพู
กุหลาบพุกาม

กุหลาบเมาะลำเลิง


แล้วถ้าไม่มีดอกล่ะ เราจะมองเห็นความแตกต่างของพืชทั้ง 2 ชนิดนี้มั๊ย!

 
หนาม
หนามของกุหลาบพุกามนั้น มีจำนวนมากและเห็นได้ชัดเจน ต่างกับกุหลาบเมาะลำเลิงที่มีค่อนข้างน้อย
 ใบของกุหลาบพุกามจะค่อนข้างเรียว ใบสีเขียวอ่อนมีเหลือบส้ม
แต่ใบของกุหลาบเมาะลำเลิงใบจะกว้าง มีสีเขียวเข้ม
กุหลาบเมาะลำเลิง
กุหลาบพุกาม

























ผล
ผลของกุุหลาบพุกามมีลักษณะแบน แต่กุหลาบเมาะลำเลิงจะค่อนข้างกลม
กุหลาบเมาะลำเลิง
กุหลาบพุกาม

 

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561

มือใหม่หัดเลี้ยงแคคตัส

ห่างหายจากการนำเสนอเรื่องใหม่ ๆ ไปนานเกือบปี คราวนี้มาว่ากันด้วยเรื่องของแคคตัส

แคคตัสหรือไม้ในกลุ่มกระบองเพชร ซึ่งหลาย ๆ คนทราบว่าเป็นไม้ที่อวบน้ำ ทนแล้งได้ดี และง่ายต่อการเลี้ยงมาก ๆ แทบไม่ต้องดูแลอะไร นาน ๆ รดน้ำทีนึงก็ยังอยู่ได้

แต่ที่มาของการนำเสนอนี้ คือ การทดลองวิธีการปลูกด้วยวิธีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เครื่องปลูกแคคตัสสำเร็จรูป นั่นเองครับ

โดยสภาวะที่ปลูกคือ ในวันที่มีแดดก็จะได้แดดในช่วง 10 - 14 น. รดน้ำเกือบทุกวันครับ
แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูฝน ก็รดเฉพาะช่วงที่ฝนไม่ตกครับ

วิธีแรก คือ ปลูกด้วยขุยมะพร้าว ซึ่งเป็นเครื่องปลูกที่หาง่าย แทบจะมีติดบ้านกันทุกบ้าน ซึ่งผลที่ออกมา กระบองเพชรหลายสายพันธุ์สามารถปลูกได้ด้วยวิธีนี้ รากเจริญได้ค่อนข้างง่าย จนบางครั้งรู้สึกว่ารากเจริญง่ายกว่าดินปลูกแคคตัสเฉพาะเสียอีก



วิธีที่สอง ใช้รากของเฟินข้าหลวง ซึ่งจะอุ้มน้ำได้มากกว่าขุยมะพร้าว แต่เครื่องปลูกจะค่อนข้างโปร่ง อากาศถ่ายเทได้ง่าย ซึ่งกระบองเพชรที่นำมาทดลองก็ยังเจริญดีเช่นกัน


วิธีที่สาม ใช้ดินใบก้ามปูที่ขายกันอยู่ทั่วไป ซึ่งเลือกเอาส่วนที่มีใบก้ามปูเยอะหน่อย เพราะถ้ามีดินเยอะ นาน ๆ ไปก็แทบจะกลายเป็นดินเหนียว รากเจริญได้ไม่ค่อยดี ซึ่งวิธีนี้ก็สามารถนำมาปลูกกระบองเพชรได้ผลดีเหมือนกัน

วิธีสุดท้ายที่ได้ลอง เป็นส่วนผสมระหว่างทราย ดิน ขุยมะพร้าว นำมาร่อน ผลคือเครื่องปลูกค่อนข้างแน่น น้ำระบายไม่ค่อยดี ส่วนใหญ่จะทำให้ต้นแคคตัสเน่าตายได้ค่อนข้างง่าย


เท่าที่ลองปลูกมา ถ้าน้ำไม่ขัง ไม่โดนหอยกิน กระบองเพชรก็รอดแล้ว ดังนั้นเครื่องปลูกสำหรับแคคตัส ควรจะระบายน้ำได้ดี อุ้มน้ำได้มาก และสถานที่ที่ปลูกควรโดนแดดเต็ม ๆ ก็จะทำให้ปลูกแคคตัสได้แล้วครับ

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

มือใหม่หัดเลี้ยงพญานาคราช

พญานาคราช

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Euphorbia lugardae (N.E.Br.) Bruyns
synonyms : Monadenium lugardae N.E.Br.

วงศ์ : EUPHORBIACEAE
      พญานาคราชเป็นต้นไม้ที่นิยมปลูกมาอย่างยาวนาน ตามความเชื่อที่ว่าหากปลูกแล้วสามารถป้องกันไม่ให้งูเข้าบ้าน
      พญานาคราชเป็นต้นไม้ที่ค่อนข้างอวบน้ำ เมื่อต้นยาวจะเอนตัวลงทอดยาวกับพื้นคล้ายกับงู มียางขาว หากปลูกเลี้ยงในที่รำไร ใบจะเขียว แต่ถ้าได้รับแดดเต็มที่ใบจะมีสีแดง




การปลูกเลี้ยง
  • เครื่องปลูก  ชอบดินโปร่ง ๆ ระบายน้ำดี แต่อุ้มน้ำได้เยอะ เช่น ส่วนผสมระหว่าง ขุยมะพร้าว กาบมะพร้าว ดินใบก้ามปู
  • น้ำ  เป็นพืชที่ต้องการน้ำปานกลาง ไม่ชอบดินแฉะ น้ำขัง จะทำให้เน่าง่าย
  • แดด ชอบแดดจัด ๆ  อย่างน้อยก็ครึ่งวัน
  • การออกดอก สามารถพบดอกได้ช่วงฤดูฝน
  • การดูแลรักษา  พยายามอย่าให้ขาดน้ำเพราะจะทำให้ต้นแห้งตายได้ แล้วต้องให้ได้รับแสงแดดเพียงพอซึ่งจะทำให้ต้นสมบูรณ์ และแข็งแรง หากแดดน้อยไปต้นจะยืด 
  • การขยายพันธุ์ ขยายพันธุ์โดยการปักชำ


วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560

มือใหม่หัดเลี้ยงบอลลูน


Balloon flower

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Platycodon grandiflorus (Jacq.)A.DC.

วงศ์ : CAMPANULACEAE
      บอลลูน หรือ บลูเบล เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออก เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น มีลักษณะเป็นพืชล้มลุกเตี้ย ๆ อายุหลายปี ดอกมีขนาดใหญ่เป็นรูปคล้าย ๆ ระฆัง มีสีขาว ชมพูอ่อน น้ำเงินอมม่วง มีทั้งแบบซ้อนและไม่ซ้อน

เมื่อเห็นสีสันก็ย่อมเป็นที่สะดุดตาของหลาย ๆ คน ต้องซื้อหาไว้ประดับบ้าน แต่บางคนก็ปลูกได้นาน บางคนก็ปลูกได้ไม่กี่เดือน จนหลงคิดว่าบอลลูนเป็นไม้ที่มีอายุสั้น ปลูกแป๊บ ๆ ก็ตาย แต่จริง ๆ แล้วเป็นไม้ที่อยู่ได้หลายปี หากมีการดูแลเอาใจใส่



การปลูกเลี้ยง
  • เครื่องปลูก  ชอบดินโปร่ง ๆ ระบายน้ำดี แต่อุ้มน้ำได้เยอะ เช่น ส่วนผสมระหว่าง ขุยมะพร้าว กาบมะพร้าว ดินใบก้ามปู
  • น้ำ  เป็นพืชที่ค่อนข้างชอบน้ำ แต่ไม่ชอบดินแฉะ น้ำขัง จะทำให้เน่าง่าย
  • แดด ชอบแดดจัด ๆ  อย่างน้อยก็ครึ่งวัน
  • การออกดอก สามารถออกดอกได้ทั้งปี
  • การดูแลรักษา  ต้องคอยใส่ปุ๋ย อย่างน้อยเดือนละครั้ง จะเป็น 16-16-16 หรือ 8-24-24 หรือปุ๋ยสูตรอื่น ๆ ก็ได้ เพราะการเป็นไม้กระถาง แล้วออกดอกง่าย รวมถึงติดฝักได้ง่าย ทำให้ต้องการปุ๋ยค่อนข้างมาก เดือนละช้อนชา หรือ อาทิตย์ละครึ่งช้อนชาก็ได้ และต้องหมั่นตัดกิ่ง ใบที่แห้งออกเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมโรค และให้แดดส่องถึงโคนต้นจะได้ไม่เป็นรา
  • การขยายพันธุ์ ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือปักชำ

ประโยชน์
  นอกจากปลูกเลี้ยงไว้เพื่อความสวยงามแล้ว ในยาจีน รากของต้นบอลลูนมีสรรพคุณทางยามากมาย เช่น แก้ไอ (ที่รู้จักกันในชื่อ กิกเก้ ผสมในยาแก้ไอ กำกิกเผียง)

สามารถอ่านได้เพิ่มเติมจาก

http://www.chineseherbshealing.com/balloon-flower-root/

http://www.herbal-supplement-resource.com/balloon-flower.html

 


วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ความแตกต่างระหว่างชงโคดอกเหลือง พญากาหลง และโยทะกา

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเอ่ยถึงโยทะกา พญากาหลง และ ชงโคดอกเหลือง ส่วนมากมักจะคิดว่าเป็นพืชต้นเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วนั้น...

ก่อนอื่นก็ขอเอ่ยถึงชงโคดอกเหลืองและพญากาหลงก่อนแล้วกันครับ

ชงโคดอกเหลือง 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia tomentosa L. 

วงศ์ : FABACEAE (LEGUMINOSAE)

ชงโคดอกเหลือง แบ่งแยกย่อยได้เป็น 2 ต้น
ต้นแรกคือ ชงโคดอกเหลือง เป็นสายพันธุ์ที่มีกลีบดอกสีเหลืองล้วน





ส่วนอีกสายพันธุ์หนึ่ง บางครั้งเรียกว่า พญากาหลง เป็นพันธุ์ที่มีกลีบดอกสีเหลือง โคนกลีบมีสีม่วงเข้มเกือบดำ เมื่อใกล้โรยกลีบดอกจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม





ซึ่งสองสายพันธุ์นี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็น โยทะกา แต่เมื่อนำไปอ้างอิงกับสารานุกรมพืช http://www.dnp.go.th/ จะได้ความว่า

โยทะกา 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia monandra Kurz 

วงศ์ : FABACEAE (LEGUMINOSAE)




ซึ่งทางสารานุกรมพืชได้บรรยายถึงต้นนี้ไว้ว่า ลักษณะดอก ก้านดอกยาว 1-1.5 ซม. มีขนสั้นนุ่ม ใบประดับรูปใบหอก ยาวประมาณ 1 ซม. ใบประดับย่อยรูปแถบ ยาว 3-6 มม. ติดที่โคนฐานดอก ตาดอกรูปกระสวย ปลายแยกเป็น 5 แฉกเล็ก ๆ ฐานดอกยาว 2.5-3 ซม. กลีบเลี้ยงแฉกลึกด้านเดียว รูปใบพาย ยาว 1.5-2 ซม. กลีบดอก 5 กลีบ สีครีมอมชมพู มีจุดสีชมพูกระจาย รูปไข่กลับ ยาว 4-5 ซม. มีก้านกลีบสั้นๆ กลีบด้านหลังยาวมีปื้นเป็นจุดสีแดงกระจาย เกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์มี 1 อัน ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 4 ซม. มีขนที่โคน อับเรณูยาวประมาณ 6 มม.


ซึ่งจะตรงกับรูปนี้
ที่มาของภาพ : swbiodiversity.org
ที่มาของภาพ : commons.wikimedia.org

ซึ่งจะคล้ายคลึงกับ ชงโคออสซี่ ที่มีการนำมาขายกันในปัจจุบันเป็นอย่างมาก เมื่อนำไปเทียบชื่อวิทยาศาสตร์ก็พบว่า ชงโคออสซี่ คือ Bauhinia monandra Kurz เช่นเดียวกับโยทะกา

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

คุณนายตื่นสายและแพรเซียงไฮ้

คุณนายตื่นสาย, แพรเซี่ยงไฮ้



ชื่อวิทยาศาสตร์ : Portulaca sp. 

วงศ์ : Portulacaceae


     เมื่อเอ่ยถึงคุณนายตื่นสาย แพรเซี่ยงไฮ้ หรือสาวเชียงใหม่ คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักต้นนี้ เนื่องจากเป็นไม้ที่ได้รับความนิยมในการปลูกเพื่อเป็นไม้คลุมดินสำหรับการจัดแต่งสวนมานานมากแล้ว
     แล้วในปัจจุบันก็ได้มีสายพันธุ์ใหม่ ๆ ออกมาสู่ท้องตลาดมากขึ้น ทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีก
     ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้ได้รับความนิยมก็คงหนีไม่พ้นความอึด ดอกดก และสวยงาม การขยายพันธุ์ก็ไม่ยาก สามารถปักชำได้อย่างง่าย ๆ ไม่ว่าจะใช้ขุยมะพร้าว กาบมะพร้าวสับ ดินร่วน ดินเหนียว ก็สามารถออกรากได้ดี
     แต่ข้อควรระวังอย่างมากก็คือ ระวังรากเน่าซึ่งทำให้โคนและต้นเน่าตาย เกิดได้บ่อย ๆ ในช่วงฤดูฝนเวลาฝนตกหนัก ๆ และไม่ได้แดด
     แต่ถึงจะทนแล้งอย่างไร ก็ไม่ได้ทนถึงขั้นไม่รดน้ำจนแห้งตาย ก็ต้องได้น้ำกันบ้าง 
     ส่วนปุ๋ย ก็สามารถให้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยเคมี (สูตร 16-16-16 หรือสูตรอื่น ๆ ก็ได้) ถ้าใบเหลือง ต้นยาวเกินก็ตัดแต่งแล้วให้ปุ๋ยสักรอบนึง ต้นก็จะงามเหมือนเดิม


วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Passiflora trifasciata Lem.

Passiflora trifasciata Lem.
วงศ์ Passifloraceae
ชื่อ : เท้าไดโนเสาร์ ดาวลดา


เป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดแถบอเมริกาใต้ เช่น เอลกวาดอร์ เปรู บราซิล
ลักษณะ 
เป็นไม้เถาเลื้อย ลำต้นเหลี่ยม 

ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปนิ้วมือ แยกเป็นสามแฉกเว้าลึก คล้ายเท้าไดโนเสาร์ (เป็นที่มาของชื่อเท้าไดโนเสาร์) ใบอ่อนมีสีเขียว บริเวณเส้นกลางใบจะมีแถบสีเขียวอมเหลืองอ่อน ใบแก่มีสีเขียวอมม่วง เส้นกลางใบสีม่วงแดง ด้านหลังใบสีม่วงแดงเข้ม
ดอกสีขาว ออกดอกซอกใบเป็นคู่ตรงข้ามกัน
กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน รูปถ้วยห้าเหลี่ยม ปลายแยกเป็น ห้ากลีบ
กลีบดอกห้ากลีบมีขนาดเล็กกว่ากลีบเลี้ยง รยางค์สีขาว
ตรงกลางมีสีม่วงอ่อน ๆ
ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ บานแต่เช้าตรู่ ใครตื่นสายหมดสิทธิ์ชมเชย


ผลกลมขนาดประมาณ 2.5 ซม.

การปลูกเลี้ยง  :  ใช้ดินร่วนผสมกาบมะพร้าวสับ
น้ำ   : ต้องการน้ำชุ่มรดวันละครั้งตอนเช้าก็เพียงพอ
แดด : หากปลูกกลางแดดอย่างน้อยครึ่งวันใบจะมีสีสดสวย
ดอก : ออกได้เรื่อย ๆ
การขยายพันธุ์  : เพาะเมล็ดหรือปักชำ