แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปลูก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปลูก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2565

มือใหม่หัดเลี้ยงแคคตัส ภาค2

 กลับมาอีกครั้งสำหรับการปลูกเลี้ยงแคคตัสหลังจากการลองผิดลองถูกมานาน

คราวนี้จะมาแนะนำการผสมดินปลูกที่คล้ายๆ กับดินปลูกสำเร็จรูป ซึ่งข้อดีของการผสมดินปลูกเองคือ แคคตัสแต่ละต้นต้องการดินปลูกที่แตกต่างกัน บางต้นชอบชื้น บางต้นชอบโปร่งๆ แห้งๆ การผสมเองจะทำให้เราได้ดินปลูกที่เหมาะกับแต่ละต้นได้มากขึ้น

ส่วนผสมหลักๆ ที่ใช้ 

ดินใบก้ามปูหรือใบก้ามปูร่อน

เพอร์ไลท์

เวอมิคูไลท์

หินภูเขาไฟ เบอร์ 00

ทรายหยาบล้างสะอาด


วิธีง่ายสุดก็คือ ผสมอย่างละ 1 ส่วน หรือ ใบก้ามปูกับหินภูเขาไฟเบอร์ 00 อย่างละ 2 ส่วน ที่เหลืออย่างละ 1 ส่วน

หรืออยากได้โปร่งมากขึ้นสำหรับพันธุ์ที่ไม่ต้องการความชื้นสูงเช่น แมมมิลลาเรีย เรนโบว์ ฯลฯ ก็สามารถเพิ่มหินภูเขาไฟให้มากขึ้น

นอกจากนี้ก็สามารถเพิ่ม พีทมอส หินภูเขาไฟเบอร์ 01 กระดูกป่น เปลือกไข่ป่น ดินญี่ปุ่น ไตรโคเดอร์มา แล้วแต่ความสะดวกเลยครับ

ถ้ากลัวลืมตอนปลูกก็สามารถผสมสตาร์เกิลจี และออสโมโคส ไปในดินปลูกได้เลยครับ


การปลูก

รองก้นกระถางด้วยหินภูเขาไฟ ถ่าน หรือกาบมะพร้าวสับ

ใส่ดินปลูกให้เหลือขอบกระถางประมาณ 1-2 เซนติเมตร

แล้วก็โรยหินเกล็ด หินแม่น้ำ หินภูเขาไฟ ดินญี่ปุ่น ฯลฯ แล้วแต่สะดวก เพื่อกลบหน้าดินกันดินปลูกลอย





การดูแล

หมั่นโรยสตาร์เกิลจี เพื่อกันเพลี้ยต่างๆ

มียากันไรแดง เช่น ออทุส

ยากันเพลี้ยหอย เช่น ไวท์ออย

ยากันรา เช่น แคปแทน คาร์เบนดาซิม ฯลฯ

ติดบ้านไว้ครับ สำหรับฉีดพ่นเมื่อเกิดการระบาด หรือใช้พ่นป้องกัน

แสงแดด ได้แดด 50-80% วันละ 6-8 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงแดด 100% ช่วง 10.00-16.00 

น้ำ รดน้ำ 1-2 สัปดาห์ต่อครั้ง หรือเมื่อดินแห้ง


มือใหม่หัดปลูกบัวดิน

     บัวดินเป็นพืชในสกุล Zephyranthes ในปัจจุบันมีให้เลือกปลูกมากมายหลายสี มีทั้งแบบซ้อนและไม่ซ้อน การปลูกก็ไม่ยาก สิ่งที่ต้องการคือดินที่อุดมสมบูรณ์ น้ำเพียงพอ แดดยิ่งมากยิ่งดี

     ดินที่ใช้ปลูกก็มีให้เลือกหลากหลาย ที่ใช้อยู่ประจำคือส่วนผสมระหว่างดินใบก้ามปู ขุยมะพร้าว กาบมะพร้าวสับ ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอกหรือมูลไส้เดือน โดยใช้
 
ดินใบก้ามปู 4 ส่วน 
กาบมะพร้าว+ขุยมะพร้าว 2 ส่วน (ขึ้นกับขนาดกระถาง กระถางเล็กใช้ขุยมะพร้าวเป็นหลัก กระถางใหญ่ใช้กาบมะพร้าวเป็นหลัก) 
ปุ๋ยอินทรีย์ 1 ส่วน 


การขยายพันธุ์ 

วิธีที่ง่ายที่สุด ก็คือการเพาะเมล็ดและการแยกหน่อ โดยการเพาะเมล็ดอาจจะได้ต้นที่ไม่เหมือนต้นแม่ ได้ดอกแบบใหม่ๆ 

อีกวิธีนึงก็คือการผ่าหัว คล้ายๆ กับการผ่าหัวว่านสี่ทิศ โดยการผ่าหัวเป็น 4 หรือ 8 ส่วน 


รอให้แผลแห้งสัก 3-7 วันแล้วค่อยรดน้ำ จากนั้นก็รอแตกหน่อ เมื่อหัวใหญ่พอสมควรก็สามารถแยกออกไปปลูกในกระถางได้ครับ


โรคและแมลง

ที่พบบ่อยๆ คือปัญหาเรื่องเพลี้ย เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน วิธีแก้ไขคือโรยสตาร์เกิลจีเป็นประจำ 3 เดือนครั้งหรือเมื่อพบเพลี้ยระบาด


วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561

มือใหม่หัดเลี้ยงแคคตัส

ห่างหายจากการนำเสนอเรื่องใหม่ ๆ ไปนานเกือบปี คราวนี้มาว่ากันด้วยเรื่องของแคคตัส

แคคตัสหรือไม้ในกลุ่มกระบองเพชร ซึ่งหลาย ๆ คนทราบว่าเป็นไม้ที่อวบน้ำ ทนแล้งได้ดี และง่ายต่อการเลี้ยงมาก ๆ แทบไม่ต้องดูแลอะไร นาน ๆ รดน้ำทีนึงก็ยังอยู่ได้

แต่ที่มาของการนำเสนอนี้ คือ การทดลองวิธีการปลูกด้วยวิธีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เครื่องปลูกแคคตัสสำเร็จรูป นั่นเองครับ

โดยสภาวะที่ปลูกคือ ในวันที่มีแดดก็จะได้แดดในช่วง 10 - 14 น. รดน้ำเกือบทุกวันครับ
แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูฝน ก็รดเฉพาะช่วงที่ฝนไม่ตกครับ

วิธีแรก คือ ปลูกด้วยขุยมะพร้าว ซึ่งเป็นเครื่องปลูกที่หาง่าย แทบจะมีติดบ้านกันทุกบ้าน ซึ่งผลที่ออกมา กระบองเพชรหลายสายพันธุ์สามารถปลูกได้ด้วยวิธีนี้ รากเจริญได้ค่อนข้างง่าย จนบางครั้งรู้สึกว่ารากเจริญง่ายกว่าดินปลูกแคคตัสเฉพาะเสียอีก



วิธีที่สอง ใช้รากของเฟินข้าหลวง ซึ่งจะอุ้มน้ำได้มากกว่าขุยมะพร้าว แต่เครื่องปลูกจะค่อนข้างโปร่ง อากาศถ่ายเทได้ง่าย ซึ่งกระบองเพชรที่นำมาทดลองก็ยังเจริญดีเช่นกัน


วิธีที่สาม ใช้ดินใบก้ามปูที่ขายกันอยู่ทั่วไป ซึ่งเลือกเอาส่วนที่มีใบก้ามปูเยอะหน่อย เพราะถ้ามีดินเยอะ นาน ๆ ไปก็แทบจะกลายเป็นดินเหนียว รากเจริญได้ไม่ค่อยดี ซึ่งวิธีนี้ก็สามารถนำมาปลูกกระบองเพชรได้ผลดีเหมือนกัน

วิธีสุดท้ายที่ได้ลอง เป็นส่วนผสมระหว่างทราย ดิน ขุยมะพร้าว นำมาร่อน ผลคือเครื่องปลูกค่อนข้างแน่น น้ำระบายไม่ค่อยดี ส่วนใหญ่จะทำให้ต้นแคคตัสเน่าตายได้ค่อนข้างง่าย


เท่าที่ลองปลูกมา ถ้าน้ำไม่ขัง ไม่โดนหอยกิน กระบองเพชรก็รอดแล้ว ดังนั้นเครื่องปลูกสำหรับแคคตัส ควรจะระบายน้ำได้ดี อุ้มน้ำได้มาก และสถานที่ที่ปลูกควรโดนแดดเต็ม ๆ ก็จะทำให้ปลูกแคคตัสได้แล้วครับ

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557

มือใหม่หัดเลี้ยง ยิปโซ ยิปซี



ยิปโซ หรือยิปซี เป็นต้นไม้เล็ก ๆ ดอกสวย ๆ เป็นพุ่ม ๆ ที่หลายคนเห็นแล้วก็ต้องหลงรัก

แต่เชื่อเถอะว่าหลาย ๆ คนปลูกไปได้ไม่ถึงสัปดาห์ เจ้าดอกไม้สีสวยนี้ก็จะร่วงโรยไปแล้วสิ้นชีพอย่างรวดเร็ว ซึ่งผู้เขียนเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น

แต่เพราะความสงสัยว่าถ้าตายง่ายขนาดนั้น ทำไมถึงยังมีขายได้ทั่วไปอีกล่ะ


จึงได้ซื้อเจ้ายิปโซ หน้าตาเหมือนในรูปนี่แหละ ฟู ๆ สวยงาม

หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มฟุบ เริ่มเหี่ยวแห้ง เริ่มมีกิ่งแห้งตายให้เห็น

การแก้ปัญหาเบื้องต้นเพราะว่ายังไม่อยากให้สิ้นชีพตอนนี้
นั่นคือ ทำการตกแต่ง โดยการตัดกิ่งตายออกให้หมด แล้วใส่ปุ๋ยบำรุง 16-16-16 
ผลที่ออกมาก็เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากเริ่มแตกใบอ่อนเขียวขจีอีกครั้งหนึ่ง สักพักก็ออกดอกพรึบ เพียงแต่ไม่ได้ฟูฟ่องเหมือนตอนซื้อมาใหม่ ๆ เท่านั้นเอง

แต่เลี้ยงไปได้สัก 3-4 เดือน ต้นก็เริ่มจะไม่ไหว เพราะต้นโทรมเยอะขึ้น แต่สิ่งที่พบคือ มีต้นอ่อนของยิปโซจำนวนมาก ขึ้นอยู่ในกระถาง!
เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ลองเลี้ยงต้นอ่อนดูสักที

 สิ่งที่ทำก็ไม่มีอะไรมาก
ดินที่ใช้ปลูกกล้าเล็ก ๆ  ก็ดินปลูกต้นไม้ทั่ว ๆ ไป ผสมขุยมะพร้าว ปุ๋ยคอก อัตราส่วนประมาณ 2 ต่อ 1 ต่อ 1
น้ำก็รดทุกวัน ถ้าไม่ค่อยมีเวลาก็ใช้จานรองขนาดพอเหมาะกับกระถางก็ได้

 พอเลี้ยงไปได้สักระยะ รากเริ่มเต็มกระถาง ก็ทำการย้ายลงกระถางใหญ่ขึ้น ดินปลูกก็เพิ่มกาบมะพร้าวสับเล็กไปสัก 1 ส่วน ให้ดินไม่แฉะจนเกินไปนัก




ผลของการปลูก ก็ตามรูปนี้เลยครับ อายุก็ประมาณ 3- 4 เดือน แต่เจ้ายิปโซนี่ก็สามารถออกดอกได้ตั้งแต่ต้นนิดเดียวนะครับ ออกไวมาก ไม่ถึงเดือนเท่านั้น




สรุปการเลี้ยงเจ้ายิปโซที่พอจะทราบอย่างคร่าว ๆ นะครับ

1. เครื่องปลูกที่ใช้  ควรเป็นดินร่วนที่อุ้มน้ำได้ดี แต่ไม่แฉะมากจนเกินไป
2. แดด ยิปโซต้องการแดดเต็ม ๆ อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง ถ้าอยู่ร่มมากอาจจะเน่าตายได้
3. น้ำ ควรรดทุกวัน อย่าให้ขาด อย่าให้เครื่องปลูกแห้งในตอนกลางวัน 
4. ปุ๋ย สามารถใช้สูตร 16-16-16 ได้ 2 อาทิตย์ครั้ง หรือเดือนละครั้งก็ได้

ข้อสังเกตหรือข้อแนะนำคือ เมื่อซื้อมาใหม่ ๆ แนะนำให้เปลี่ยนกระถางเป็นกระถางขนาดใหญ่ ๆ หรือลงแปลงปลูก น่าจะสามารถยืดอายุของต้นนี้ได้มากขึ้นครับ


ใครที่เลี้ยงเจ้าต้นนี้แล้วสิ้นชีพบ่อย ๆ อย่าท้อครับ

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

มือใหม่หัดเลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิง

           
หม้อข้าวหม้อแกงลิง

tropical pitcher plants

NEPENTHACEAE


              เนื่องจากไม่ใช่สวนที่จำหน่ายหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นหลัก แต่มีความชอบที่จะปลูกเป็นการส่วนตัว เลยอยากแบ่งปันการทดลองปลูกที่ไม่ทำให้สิ้นชีวิต สำหรับผู้สนใจปลูก แบบง่าย ๆ ไม่ต้องลงทุนสูงครับ
              จากเท่าที่สอบถามคนที่รู้จัก ก็พอจะทราบว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับหม้อข้าวหม้อแกงลิง ก็คือ แดด กับความชื้น  หม้อฯ ยิ่งโดนแดดสีก็จะยิ่งสด แต่ถ้าหากความชื้นไม่พอใบก็จะไหม้ได้ง่าย แต่ถ้าไม่มีเวลารดน้ำล่ะ???  จะทำอย่างไร  จึงเป็นที่มาของวิธีปลูกง่าย ๆ ดังนี้
              เริ่มจากวัสดุปลูก ที่หาได้ง่ายที่สุดและถูกที่สุดก็คือ กาบมะพร้าวสับผสมขุยมะพร้าว เนื่องจากสามารถอบน้ำได้มาก แล้วไม่ร้อนมากเวลาโดนแดดจัด ๆ
              ภาชนะที่ใช้ สามารถใช้ได้ทั้งกระถางพลาสติกและกระถางดินเผา แต่กระถางดินเผาจะดีกว่าเนื่องจากระบายความร้อนได้เร็วกว่าพลาสติก
              ที่ขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือ ภาชนะสำหรับรองกระถาง ไม่ว่าจะเป็นจานรอง หรือขัน เพื่อเก็บกักน้ำไว้ให้ต้นไม้ได้ใช้ในตอนกลางวัน ไม่ควรสูงเกิน 1 ใน 3 ของความสูงกระถางเพราะอาจจะทำให้ต้นไม้เน่าได้ และ  เท่านี้ก็สามารถปลูกหม้อข้าวหม้อแกงลิงโดยที่วางกลางแดดได้แล้วครับ

              ปล. กาบมะพร้าวที่จะนำมาปลูกแนะนำให้แช่น้ำทิ้งไว้ก่อนจะดีมากครับ


ต้นแรกที่ลองใช้วิธีนี้ปลูก



หรือถ้ามีเวลารดน้ำในตอนเช้าได้ ก็สามารถแขวนไว้ในที่ ๆ โดนแสงแดดอย่างน้อยครึ่งวันก็ได้ครับ